กันยายน 23, 2026
Latest:
PR News

จากเมืองหลักสู่เมืองรอง ททท. เปิดเกม 60:40 กระจายการเดินทาง สร้างสมดุลรายได้ท่องเที่ยวทั่วประเทศ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดแผนกระจายรายได้ท่องเที่ยวทั่วไทยกระตุ้นเศรษฐกิจสมดุลปี 2570 กระจายการเดินทางและรายได้ท่องเที่ยวกระจุกตัวเฉพาะเมืองหลักจากเดิมสูงร้อยละ 70-80 สู่เมืองรอง ในสัดส่วนใหม่  60:40  ผ่านกลยุทธ์ Rebalance Market Portfolio (The Link Plus) ดันพื้นที่นำร่องเมืองรองหรือ “เมืองท่องเที่ยวใหม่”  19 พื้นที่ทั่วทุกภาค  ยกระดับจากสถานะ “เมืองทางผ่าน” สู่ “เมืองจุดหมายปลายทางหลักที่ยั่งยืนและมีมูลค่าสูง” (High-Value and Sustainable Destination) เป็น ชูยุทธศาสตร์เชื่อมโยงพื้นที่ (Cluster & Connectivity Transformation) กระจายคลัสเตอร์นักท่องเที่ยว จากเมืองหลักหรือ (Hub) ของแต่ละภูมิภาคที่มีความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐาน นำจุดเด่นของเมืองหลักมาจับคู่เชื่อมเส้นทางท่องเที่ยวกับเมืองรองที่มีธรรมชาติและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน มุ่งเป้าการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เผยถึงการสร้างสมดุลโครงสร้างตลาด (Rebalance Market Portfolio) ลดความเหลื่อมล้ำจากเมืองหลักสู่เมืองรอง กระจายการเดินทางและเม็ดเงินรายได้  เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ตามทิศทางแผนปฏิบัติการด้านการตลาดการท่องเที่ยวไทย ภายใต้แนวคิด The Year of Transformation ปี 2569-2570 ว่า  “สำหรับปี 2570 ททท.ตั้งเป้าหมายเป็นปลายทางการท่องเที่ยวเชิงคุณค่าและมูลค่าสูงอันดับหนึ่งของเอเชีย(Asia’s No.1 High-Value and Sustainable Destination) สร้างการเติบโตเชิงรายได้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 และสร้างสมดุลด้วยการกระจายการเดินทางและรายได้จากการท่องเที่ยวจากเมืองหลักสู่เมืองรองในสัดส่วน 60ต่อ40   โดยการยกระดับการเที่ยวแบบเมืองทางผ่านหรือ One-Day Trip ในเมืองรอง ให้เป็นจุดหมายปลายทางเมืองน่าเที่ยวที่มีคุณค่าและเพิ่มมูลค่า กระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่อคน และเพิ่มอัตราการเข้าพักและเพิ่มวันเข้าพักในเมืองรองมากขึ้น ซึ่งการเชื่อมโยงระบบนิเวศการท่องเที่ยวและกระจายเม็ดเงินสู่ผู้ประกอบท้องถิ่นและชุมชนนี้ จะช่วยสร้างเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเติบโตอย่างยั่งยืนแท้จริง”
ในด้านการดำเนินงาน ทางททท. ใช้ยุทธศาสตร์เชื่อมโยงพื้นที่ (Cluster & Connectivity Transformation)  “การยกระดับสถานะเมืองรองเป็นเมืองน่าเที่ยวผ่านคุณค่าและเอกลักษณ์เฉพาะตัวของท้องถิ่น” นำเสนอสินค้าบริการ เน้นการสร้างประสบการณ์เชิงคุณค่าควบคู่กับการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ รวมทั้งในรูปแบบแพ็กเกจ การท่องเที่ยว การส่งเสริมกิจกรรมสร้างประสบการณ์เพื่อดึงดูดการพักข้ามคืนในเมืองรองตลอดปีไม่จำกัดแค่ช่วงเทศกาล  ไปจนถึงการพัฒนาโครงสร้างดิจิทัลเพื่อการบริการ การสร้างมาตรฐานที่พัก STAR Rating และกิจกรรมท่องเที่ยวยั่งยืนตามกรอบการประเมินเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ขององค์การสหประชาชาติ (UN) ที่ครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการ(ธรรมาภิบาล) สังคมและชุมชน  การส่งเสริมโรงแรมแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon)ภายใต้มาตรฐาน Carbon Footprint Hotelsหรือ CF Hotels  และการจัดเส้นทางท่องเที่ยวตามมาตรฐาน Net Zero เป็นต้น
โดย 19 พื้นที่ เมืองรอง  “เมืองท่องเที่ยวใหม่”   จัดกลุ่มคลัสเตอร์ตามภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ เชียงราย แม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ สุโขทัย  ภาคกลาง ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ภาคตะวันออก ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี ตราด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  นครราชสีมา อุบลราชธานี  ภาคใต้ พังงา กระบี่ นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี สตูล
โดยจะเป็นต่อยอดความสำเร็จจากแผนปฏิบัติการที่ผ่านมา อาทิ  “แผนนำร่องการสร้างแบรนด์อัตลักษณ์เมืองรอง (Signature Destination Branding)”ที่ ดึงเสน่ห์ความแตกต่างและน่าจดจำของแต่ละเมือง ช่วยยกสถานะ “เมืองผ่าน” สู่ “เมืองเป้าหมาย” ของนักท่องเที่ยว เชื่อมโยงเครือข่าย UNESCO Thailand Network ใน 5 จังหวัด เชียงราย อุบลราชธานี สงขลา ตราด และ สมุทรสงคราม ในปีที่ผ่านมา และแคมเปญ  “Journey of Longevity” ชวนเที่ยวเชิงสุขภาพ เติมพลังชีวิตกับประสบการณ์ “Rest & Recharge”  ใน 7 จังหวัดเมืองรองของภาคกลางที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ  ได้แก่ ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สุพรรณบุรี และอ่างทอง ในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนที่ผ่านมา
และการเปิดเส้นทางท่องเที่ยวด้วยระบบราง (Rail Tourism) ด้วยแพคเกจท่องเที่ยวทางรถไฟหลายรูปแบบ  ร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อเสนอประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณค่าให้กับนักท่องเที่ยว ยกตัวอย่าง แพคเกจท่องเที่ยวรถไฟขบวนรถพรีเมียมสไตล์เลานจ์  SRT Royal Blossom  เจาะกลุ่มกำลังซื้อสูงและชาวต่างชาติ แพคเกจท่องเที่ยวกับขบวนรถไฟดีเซลรางจากญี่ปุ่น KIHA 183 สำหรับกลุ่มครอบครัวและนักเดินทางรุ่นใหม่ และเส้นทางท่องเที่ยวรถไฟแบบข้ามคืน ขบวนรถไฟตู้นอนปรับอากาศ (CNR) เชื่อมโยงสถานีลำปาง   เด่นชัย (แพร่)  และสายใต้เชื่อม พัทลุง และตรัง   เป็นต้น
สำหรับแนวทางการกระจายรายได้และโอกาสสู่ 19 พื้นที่เมืองรองหรือเมืองท่องเที่ยวใหม่ใน ปลายปี 2569-2570 เป็นการนำจุดแข็งของประเทศไทยมาต่อยอดเป็น “เครื่องยนต์การเติบโตใหม่” เชื่อมการท่องเที่ยวเข้ากับ Life Economy โดยทาง ททท.ยังเดินหน้าหนุนการดึงซอฟท์พาวเวอร์ ด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และอาหาร ที่มีอัตลักษณ์แตกต่างของแต่ละพื้นที่ ยกระดับประสบการณ์อันซีน เพื่อมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าน่าจดจำและดึงความสนใจนักท่องเที่ยวขยายต่อจากเมืองหลัก รวมถึงเส้นทางเอ็กซ์คลูซีฟว์ระดับพรีเมียมสำหรับนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง  สัมผัสสินค้าและแหล่งผลิตรวมถึงวัฒนธรรมของชุมชนงานหัตถกรรมสิ่งทอไทย อัญมณีและเครื่องประดับ นวดไทยมรดกโลกและมวยไทย
นอกจากนั้นยังมี เส้นทางเทศกาลและวิถีชีวิต (Festival & Life Economy) ยกระดับเทศกาลท้องถิ่นสู่เวทีนานาชาติ  (Signature Festival) อย่าง งานประเพณีแห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี งานไหลเรือไฟ จังหวัดนครพนม งานแห่ดาวคริสต์มาส จังหวัดสกลนคร และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและคาร์บอนต่ำในเส้นทางเกาะหมาก-เกาะกูด จังหวัดตราด การท่องเที่ยวชุมชนริมน้ำและป่าโกงกางชายเลน จังหวัดจันทบุรี  และการขยายพื้นที่ต้นแบบการท่องเที่ยวยั่งยืนสู่จังหวัดน่าน  เป็นต้น
 ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวย้ำถึงศักยภาพของการท่องเที่ยวเมืองรอง ว่า “การเติบโตของการท่องเที่ยวไทยต้องไม่กระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่เมือง ปีนี้เราเดินหน้าผ่านโครงการ The Link Plus เชื่อมโยงนักท่องเที่ยวเข้าสู่ 19 พื้นที่ท่องเที่ยวใหม่ ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในพื้นที่เหล่านี้ แต่ไม่ใช่แค่          ด้านปริมาณคนที่เพิ่มขึ้นแต่สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวจากประสบการณ์สร้างคุณค่าให้ทั้งเจ้าบ้านและผู้มาเยือน เพราะเราเชื่อว่าการท่องเที่ยวที่ดี ไม่ใช่เพียงทำให้รายได้รวมของประเทศไทยมีมากขึ้น แต่ต้องทำให้รายได้นั้นเดินทางไปถึงชุมชนและคนในพื้นที่มากขึ้นด้วย”
โดยทาง ททท.ตั้งเป้ากระจายนักท่องเที่ยว ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 สู่พื้นที่เมืองรองหรือเมืองท่องเที่ยวใหม่ 19 จังหวัด และสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคน การเพิ่มวันพักข้ามคืน เพื่อกระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจฐานรากและชุมชนเมืองรองไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ในปี 2570 นี้
ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) www.tatnews.org
Scroll Up